อยากเป็นเจ้าของแบรนด์ครีม เครื่องสำอาง อาหาเสริม ต้องรู้ ก่อนจ้างโรงงานผลิตสินค้า ต้องรู้จักประเภทโรงงานที่จ้างให้ดีเสียก่อน ไม่อย่างนั้นคุณอาจเสี่ยงเยเงินฟรีได้ ถ้าไม่ศึกษาให้ดีก่อนเซ็นสัญญาสั่งผลิตสินค้า บทความนี้ ณัฐธรา บิสสิเนส จะพาคุณไปทำความรู้จักและเข้าใจ โรงงาน OEM ว่ามีความแตกต่าง มีข้อดีและข้อเสียอย่างไรบ้าง ไปทำความรู้จักกันเลยค่ะ
โรงงานผลิตแบบ OEM คืออะไร
OEM หรือ (Original Equipment Manufacturer) คือโรงงานผู้รับจ้างผลิตสินค้าให้กับบริษัทที่จะนำไปขายในนามของแบรนด์ตัวเอง โดยโรงงานผลิตแบบ OEM จะผลิตสินค้าให้กับแบรนด์ต่าง ๆ ตามแบบที่ลูกค้ากำหนดมาเท่านั้น แล้วติดชื่อแบรนด์ลูกค้า หรืออาจไม่ติดกก็ได้ ซึ่งอยู่ที่ความต้องการของลูกค้าเอง
สำหรับการผลิตสินค้า จะใช้กระบวนการผลิตของโรงงานเองทั้งหมด ตั้งแต่ฝ่ายผลิตไปจนเครื่องจักรต่าง ๆ ลูกค้าที่มาจ้างผลิต จึงไม่จำเป็นต้องลงทุนในส่วนของเครื่องจักรเพื่อผลิต จึงช่วยประหยัดต้นทุนไปได้มาก เพราะไม่ต้องลงทุนสร้างโรงงานผลิตสินค้าเอง ที่ต้องใช้งบประมาณลงทุนมหาศาล และโรงงาน OEM จะไม่เน้นการสร้างแบรนด์ของตัวเอง แต่จะเน้นการรับผลิตให้แบรนด์อื่น ๆ ต้องต้องการผลิตในจำนวนน้อยถึงปานกลาง หรือแบรนด์ที่ไม่มีโรงงานเป็นของตัวเอง
ข้อดีของโรงงานแบบ OEM
- ช่วยเจ้าของแบรนด์ลดต้นทุนการผลิตได้มาก
- ช่วยผลิตสินค้าให้กับเจ้าของแบรนด์ที่ไม่มีโรงงานของตัวเอง
- ช่วยให้เจ้าของแบรนด์ง่ายต่อการเปลี่ยนกลยุทธ์ทางธุรกิจ โดยไม่ต้องมากังวลกับการบริหารกระบวนการผลิต
- มีผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษาตลอดการผลิต
5 ปัจจัยที่ต้องรู้ก่อนจ้างโรงงาน OEM ผลิตสินค้า
1. ตรวจสอบมาตรฐานโรงงาน OEM
ก่อนที่จะเลือกจ้างโรงงาน OEM ผลิตสินค้าให้กับเรา ควรจะต้องดูมาตรฐานการรับรองของโรงงานก่อนว่า ได้รับการรับรองตามมาตรฐานสากลหรือไม่ ซึ่งสามารถตรวจสอบรายชื่อโรงงานที่ถูกต้องตามกฎหมายได้ในเว็บไซต์ของโรงงงานอุตสาหกรรม ส่วนมาตรฐานที่ต้องดู ได้แก่ GMP. ISO, มาตรฐานด้าน Food Safety ในกรณีที่เป็นอาหาร รวมทั้งมาตรฐานที่จำเป็นอื่น ๆ ตลอดจนวัตถุดิบของโรงงานที่นำมาใช้ในการผลิตสินค้า ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ต้องตรวจสอบปัจจัยนี้อย่างละเอียด เป็นอันดับแรก ๆ อ่านต่อเรื่องมาตรฐานการผลิตของโรงงาน คลิกที่นี
2. ต้องรู้ขั้นตอนในการผลิตของโรงงาน OEM
ก่อนจะจ้างโรงงาน OEM ผลิตสินค้าให้กับเรา ไม่ใช่ว่าจะโยนความรับผิดชอบไปให้โรงงานทั้งหมด เจ้าของแบรนด์เองก็ควรจะต้องรู้ขั้นตอนในการผลิตสินค้าของโรงงานไว้ด้วย เพราะในกรณีที่การผลิตมีปัญหาขึ้นมา แม้ว่าผู้รับผลิตจะต้องรับผิดชอบในส่วนนี้อยู่แล้ว แต่การที่เจ้าของแบรนด์รับรู้และเข้าใจในกระบวนการผลิตจะทำให้เข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นไปด้วย และแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด
3. ตรวจสอบสัญญาจ้างในการผลิตกับโรงงาน OEM
ก่อนเซ็นสัญญาจ้างกับโรงงาน OEM เจ้าของแบรนด์หรือผู้สั่งผลิตเอง จะต้องศึกษาอ่านสัญญาอย่างรัดกุม โดยเฉพาะเรื่องความลับเรื่องส่วนผสม เพื่อให้เป็นความลับเฉพาะระหว่างโรงงานและแบรนด์เท่านั้นหากโรงงานหรือผู้สั่งผลิตนำข้อมูลความลับไปเผยแพร่ อีกฝ่ายก็สามารถดำเนินคดีตามกฎหมาย ทั้งนี้รวมไปถึงเรื่องของกำหนดการส่งมอบสินค้าด้วย ที่ต้องตรวจสอบเรื่องวันที่ในการส่งมอบอย่างละเอียด
4. ตรวจสอบเรื่องการสวมเลข อย. กับโรงงาน OEM
กรณีนี้ คือ การที่โรงงาน OEM เคยผลิตสินค้าในสูตรนั้น ๆ ไว้แล้ว และนำไปขึ้นทะเบียนกับองค์การอาหารและยาไว้ แต่กลับนำเอาเลขที่จดแจ้งนั้น มาใส่ให้สินค้าที่เจ้าของแบรนด์สั่งผลิต ซึ่งเป็นสินค้าคนละสูตร คนละแบรนด์กัน ซึ่งกรณีนี้อาจเกิดเป็นปัญหาในภาพหลังได้ เจ้าของแบรนด์อย่าลืมตรวจสอบกับทางโรงงานให้ดีก่อนรับมอบสินค้า แม้จะต้องรอจดทะเบียนกับองค์การอาหารและยานาน ก็ต้องพร้อมที่จะรอ เพื่อไม่ให้เสี่ยงเกิดปัญหาในอนาคต และอาจทำให้แบรนด์ของคุณหมดความน่าเชื่อถือลงได้
5. ตรวจสอบเรื่องวัตถุดิบในการผลิตของโรงงาน OEM
อย่างที่บอกไปว่า แม้เจ้าของแบรนด์จะสั่งโรงงาน OEM ให้ผลิตสินค้าให้แล้ว ก็ไม่ควรปล่อยให้โรงงาน OEM รับผิดชอบทำเองทั้งหมด โดยที่ไม่ตรวจสอบ ไม่เข้าไปมีส่วนร่วมในการเลือกวัตถุดิบใส่ในผลิตภัณฑ์ของแบรนด์เลย เพราะอาจทำให้ได้สินค้าไม่มีคุณภาพตามที่เจ้าของแบรนด์ต้องการได้ ซึ่งอาจเกิดเป็นปัญหาต่อแบรนด์ในอนาคตได้เช่นกัน
สำหรับ 5 ปัจจัยที่ควรรู้ก่อนเลือกโรงงาน OEM ผลิตสินค้าให้กับแบรนด์นั้น เป็นแนวทางการเลือกโรงงานเบื้องต้นสำหรับเจ้าของแบรนด์มือใหม่ ในความเป็นจริงยังมีรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ และเรื่องอื่น ๆ ต้องรู้อีกเยอะมาก ซึ่งการจะเป็นเจ้าของแบรนด์ ผลิตครีม สกินแคร์ เครื่องสำอาง อาหารเสริมที่ประสบความสำเร็จได้ จะต้องใช้ประสบการณ์อีกมากมาย
สร้างแบรนด์กับ บริษัท ณัฐธรา บิสสิเนส จำกัด เราคือโรงงานผลิตครีม สกินแคร์ เครื่องสำอาง อาหารเสริมครบวงจร แบบ OEM (Original Equipment Manufacturer) ที่ให้บริการครบวงจร One Stop Service ตั้งแต่คิดค้นสูตรการผลิตไปจนถึงการบรรจุสินค้าลงบรรจุภัณฑ์ และส่งมอบให้กับเจ้าของแบรนด์เพื่อนำไปจัดจำหน่าย ที่พร้อมให้คำปรึกษาคุณตลอดการดำเนินงาน และช่วยให้คำปรึกษาในการส่งออกสินค้าของคุณไปขายต่างประเทศ
